กรณี พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ไปสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นสำนวนคดี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือบิ๊กโจ๊ก อดีต รอง ผบ.ตร. พร้อมพวก รวม 6 คน ติดสินบนคณะกรรมการ ป.ป.ช. ด้วยทองคำแท่งหนัก 246 บาท มูลค่ากว่า 15.9 ล้านบาท เพื่อขอให้ช่วยเหลือคดีเมื่อปี 2567 ให้พิจารณาชี้ขาดใน 30 วัน ตามขั้นตอนของกฎหมาย หลังคณะชุดสืบสวนสอบสวน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เข้าค้น 11 จุด เพื่อหาหลักฐานเครือข่ายติดสินบน ป.ป.ช. ตามที่เสนอข่าวให้ทราบนั้น
เมื่อวันที่ 6 มกราคม ที่ สน.พหลโยธิน นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความผู้ได้รับมอบอำนาจจากพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือบิ๊กโจ๊ก อดีต รอง ผบ.ตร. เข้าพบ พ.ต.ท.นพดล ดรศรีจันทร์ รอง ผกก.(สอบสวน) สน.พหลโยธิน เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. และ พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. พร้อมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนที่ทำคดีติดสินบนทองคำหนัก 246 บาท คณะกรรมการ ป.ป.ช. ข้อหา ม.157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต กรณีไม่ดำเนินคดีกับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ลูกน้องบิ๊กโจ๊กที่ออกมาแฉแต่กลับไม่ถูกดำเนินคดี

นายสัญญาภัชระกล่าวว่า เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ร่วมฟังการสอบสวนในคดีทองคำสินบน โดย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ รับทราบข้อกล่าวหาวันดังกล่าว วันนี้มาร้องทุกข์กล่าวโทษชุดพนักงานสอบสวน 2 ชุด ตามคำสั่ง ตร.ที่ 580/2568 มี พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ เป็นหัวหน้าชุด และ พ.ต.อ.เอกชัย วิเชียร รอง ผบก.สส.ภ.9 และชุดที่ 2 คณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ตามคำสั่ง บช.ก. ที่ 343/2568 ลงวันที่ 24 ธ.ค.68 มี พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. และคณะพนักงานสืบสวนทั้งหมด
สืบเนื่องจากหลังจากเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ทราบว่าตกเป็น 1 ใน 6 ของผู้ถูกกล่าวหาคดีดังกล่าวจึงเดินทางไปพบพนักงานสอบสวน แต่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ขอแจ้งข้อกล่าวหาตนร่วมฟังการสอบสวนปรากฏข้อเท็จจริงของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ มีการกล่าวหาข้อเท็จจริงสำคัญ ว่าพ.ต.อ.ภาคภูมิ นำทองคำไปให้ กรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นการรับข้อเท็จจริงของตนเอง และมีการพาดพิงไปถึงอีก 6 คนที่ยังไม่มีการพิสูจน์ หรือเอกสารหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ว่าเป็นจริงหรือไม่ ต่อมาปรากฏว่าพนักงานสืบสวนสอบสวนในคำสั่ง ตร.อาศัยภาพคลิปวิดีโอที่มี พ.ต.อ.ภาคภูมิ ไปทำการสืบสวน จึงตั้งข้อสังเกตว่ามีการเริ่มต้นกระบวนการสืบสวนหรือยัง ก่อนจะรีบส่งสำนวนไปให้ ป.ป.ช.เมื่อวานนี้ (5 ม.ค.) แต่กลับไม่ดำเนินคดี หรือแจ้งข้อหากับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การจะกันบุคคลเป็นพยานต้องแจ้งเป็นผู้ต้องหาก่อน และอำนาจการสอบสวนการกล่าวหาบุคคลซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ระดับผู้อำนวยการขึ้นไป และคดีอัตราโทษสูง ควรเป็นอำนาจของ ป.ป.ช. ไม่ใช่หน้าที่พนักงานสอบสวน และคำสั่ง ตร.ดังกล่าวก็เป็นของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และชุดคณะพนักงานสอบสวนทั้งหมดล้วนเป็นคู่กรณีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ทั้งหมดและเป็นลูกน้องของ ผบ.ตร. และเมื่อส่งสำนวนกลับมา จะการันตีได้อย่างไรว่าจะได้รับความเป็นธรรม ซึ่งหลังจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ รับทราบข้อกล่าวหา เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.68 ตนพร้อม พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยื่นร้องขอความเป็นธรรมเรื่องให้มีการสืบสวน พ.ต.อ.ภาคภูมิ บอกว่าตัวเองกระทำผิดแต่อีก 6 คนยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่กลับไม่ถูกดำเนินคดี ขณะเดียวกันการที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ อ้างว่าทำเพื่อลูกน้องนั้นก็ทราบมาจากข่าวอีกว่า พ.ต.อ.ภาคภูมิ ก็มีคดีค้างอยู่ที่ชั้น ป.ป.ช. เช่นเดียวกับภรรยา น้องภรรยา และผู้จัดการร้านกาแฟของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ที่มีคดีค้างอยู่ในชั้น ป.ป.ช. ในเรื่องฟอกเงินเลยตั้งข้อสังเกตว่า พ.ต.อ.ภาคภูมิ นั้นทำเพื่อลูกน้องหรือทำเพื่อครอบครัวตัวเองกันแน่นายสัญญาภัชระกล่าวต่อว่า ยังมีประเด็นเรื่องที่มาของพยานหลักฐานและคำให้การที่ซัดทอดมายัง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ซึ่งตั้งข้อสังเกตในหลายเรื่อง เรื่องแรกคือคณะพนักงานสอบสวนเพียงแค่นำคลิปเหตุการณ์มาตั้งข้อหาหรือไม่ ซึ่งถ้าหากเป็นคลิปตามที่ปรากฏในสื่อวันนี้ จะสังเกตเห็นว่า คลิปดังกล่าวนั้นไม่มีการพูดถึงหรือปรากฏภาพของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ แต่อย่างใด อีกเรื่องคือ การพิสูจน์ตัวคลิปว่า กรณีดังกล่าวมีการพิสูจน์ว่าทองที่ปรากฏในคลิปนั้นยังมีจริงหรือไม่ แล้วตอนนี้ทองยังอยู่หรือไม่ รวมทั้งทองที่ปรากฏในคลิปนั้นนำไปให้ใคร ซึ่งไม่ได้บอกว่าคลิปดังกล่าวเป็นการจัดฉาก แต่คลิปดังกล่าวถูกพิสูจน์ตามกฎหมายลักษณะพยานแล้วหรือยังว่าเป็นคลิปจริง เพราะกังวลว่าหากมีการตัดภาพและเสียงคลิปดังกล่าว อาจจะทำให้สาระสำคัญที่มีเพียงแค่เสี้ยววินาทีของคลิปหายไปได้

ทนายความ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ยังมีเรื่องคำให้การของหนึ่งใน 6 ผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของกรรมการ ป.ป.ช. ที่เป็นประเด็นทราบจากข่าวว่า บุคคลดังกล่าวถูกตำรวจเชิญไปให้การในลักษณะของการอุ้มไป ซึ่งทำให้ตั้งข้อสงสัยว่าจะเข้าข่ายเป็นการผิด พ.ร.บ.อุ้มหาย หรือไม่ และหากเป็นเช่นนี้ จะทำให้คำให้การดังกล่าวมีน้ำหนักเพียงพอหรือชอบด้วยกฎหมายที่จะซัดทอด พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้หรือไม่เช่นเดียวกับเรื่องการนำคลิปพยานหลักฐานมาเปิดเผยในวันนี้นั้นตั้งข้อสงสัยว่า เป็นการทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ทั้งๆ ที่มีการส่งสำนวนคดีไปยัง ป.ป.ช.แล้ว ทำไมถึงไม่นำคลิปหลักฐานมาเปิดก่อนหน้าที่จะนำสำนวนส่งให้ ป.ป.ช.จึงมองว่าการที่เปิดคลิปพยานหลักฐานในวันนี้ ถือเป็นการกระทำที่ไม่โปร่งใสและไม่ถูกต้องของคณะพนักงานสอบสวน ด้วยทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมา จึงสรุปได้ว่า การกระทำของคณะพนักงานสอบสวนนั้นขัดต่อหลักกฎหมาย ทั้งเรื่องความชอบธรรมของการสอบสวนและที่มาพยานหลักฐานกับกระบวนการสอบสวนที่ขัดต่อกฎหมาย อันนำมาสู่ความไม่เป็นธรรมกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงทำให้แจ้งความดำเนินคดีกับคณะพนักงานสอบสวน
นายสัญญาภัชระกล่าวว่า เป็นห่วงเป็นใยในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย เชื่อว่าถ้ากระบวนการยุติธรรมที่ต้นน้ำหรือตำรวจทำตามระเบียบและถูกกฎหมาย ก็จะไม่ว่า หลังจากนี้ก็ค่อยไปต่อสู้ในชั้นศาลตามกระบวนการยุติธรรม แต่ถ้าคณะพนักงานสอบสวนจงใจตั้งใจที่จะกลั่นแกล้งหรือพุ่งเป้าเล่นงานบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เรื่องนี้ถือว่าไม่สมควรอย่างมากและไม่ควรเกิดเหตุการณ์แบบนี้ในกระบวนการยุติธรรมบ้านเรา

นายสัญญาภัชระยืนยันว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและสิ่งที่กล่าวอ้างนั้นไม่มีอยู่จริง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ยืนยันว่าไม่รู้เห็นและไม่ใช่ผู้สั่งการ รวมทั้งกระบวนการสอบสวนนั้นไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งกับตัว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์เองส่วนอีก 5 คนที่เหลือไม่ทราบ เพราะตนเป็นทนายความให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เพียงคนเดียว
สำหรับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ นั้น นายสัญญาภัชระระบุว่า มีประเด็นกับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ เช่นเดียวกัน แต่จะเป็นประเด็นใดนั้น ขอรวบรวมพยานหลักฐานและดูสำนวนให้ละเอียดก่อน นอกจากนี้ นายสัญญาภัชระกล่าวเพิ่มเติมว่า ในคดีนี้มีผู้ถูกดำเนินคดีเป็นเจ้าพนักงานของรัฐระดับผู้อำนวยการขึ้นไปและเป็นคดีที่มีโทษสูง ควรจะเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.ในการแจ้งข้อกล่าวหา ไม่ใช่หน้าที่ของพนักงานสอบสวนดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งเป็นไปตาม มาตรา 61 วรรคสองของ พ.ร.ป.ป.ป.ช. นั่นจึงทำให้หลังจากนี้จะเดินทางต่อไปยัง ป.ป.ช. เพื่อยื่นคัดค้านการส่งสำนวนคดีนี้คืนสู่พนักงานสอบสวน ป.ป.ช. ต้องเป็นผู้ดำเนินการในคดีนี้ต่อไป