ความคืบหน้าคดีสะเทือนขวัญภายในคอนโดมิเนียมย่านถนนจันทน์ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ที่น้องสาววัย 21 ปี ก่อเหตุใช้อาวุธมีดแทงพี่สาววัย 23 ปี เสียชีวิตภายในห้องพัก ล่าสุดแนวทางการสอบสวนพบว่า ผู้ก่อเหตุให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือจริง โดยอ้างว่าสาเหตุเกิดจากความโกรธแค้นที่พี่สาวมักนำเรื่องส่วนตัวของตนไปบอกบิดามารดา จนเกิดความไม่พอใจสะสมและมีปากเสียงกันมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนตัดสินใจก่อเหตุสลดดังกล่าว


รายงานการสอบสวนระบุว่า ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุใช้มีดแทงพี่สาวจนเสียชีวิต โดยอ้างว่าก่อนหน้านี้เกิดความไม่พอใจที่พี่สาวมักนำเรื่องส่วนตัวของตนไปบอกบิดามารดา ทำให้ถูกตำหนิและเกิดความขัดแย้งภายในครอบครัวอยู่เป็นประจำ
นอกจากนี้ ผู้ต้องหายังให้การอีกว่า ก่อนเกิดเหตุมีความคิดจะทำร้ายตัวเอง จึงหยิบมีดขึ้นมา แต่พี่สาวเข้ามาพบและพยายามห้ามปราม จนเกิดการยื้อยุดและใช้มีดทำร้ายพี่สาวหลายครั้ง โดยจำจำนวนครั้งไม่ได้ กระทั่งพี่สาวล้มฟุบอยู่บริเวณข้างเตียงและเสียชีวิต ก่อนจะนำผ้าห่มและผ้าม่านมาคลุมร่างไว้ จากนั้นทำทีเตรียมออกไปเล่นสเก็ตกับมารดาตามนัดหมาย

ตำรวจยังพบว่า ในวันเกิดเหตุ ผู้ก่อเหตุมีกำหนดจะออกไปเล่นสเก็ตกับมารดา ซึ่งปกติแม่จะขึ้นมารับบนห้อง แต่ครั้งนี้กลับขอให้รออยู่ด้านล่าง ทำให้ครอบครัวเริ่มสงสัย ประกอบกับผู้เป็นพ่อโทรศัพท์หาลูกสาวคนโตแต่ไม่สามารถติดต่อได้ จึงให้อาม่าซึ่งพักอยู่ห้องฝั่งตรงข้ามช่วยไปดู ก่อนพบศพและแจ้งเจ้าหน้าที่
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบไม่พบพฤติการณ์เตรียมหลบหนี เนื่องจากภายในกระเป๋าที่ผู้ก่อเหตุถือออกมามีเพียงรองเท้าสเก็ตเท่านั้น
ข้อมูลจากการสอบสวนเพิ่มเติมพบว่า ผู้ก่อเหตุเคยศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ก่อนประสบอุบัติเหตุและเข้ารับการรักษา แพทย์สังเกตเห็นพฤติกรรมผิดปกติจึงแนะนำให้เข้ารับการตรวจอย่างละเอียด กระทั่งพบว่ามีอาการป่วยทางจิตเวช โดยครอบครัวเพิ่งพาไปพบแพทย์และรับยาเมื่อไม่กี่วันก่อนเกิดเหตุ
อย่างไรก็ตาม ผู้ก่อเหตุยอมรับกับเจ้าหน้าที่อีกว่า รับประทานยาไม่สม่ำเสมอ “กินบ้าง ไม่กินบ้าง” ส่วนมีดที่ใช้ก่อเหตุ อ้างว่าซื้อเตรียมไว้นานแล้วจากร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง
ขณะที่การตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของผู้เสียชีวิต ไม่พบข้อมูลที่บ่งชี้ถึงการวางแผนฆ่าตัวตายหรือเหตุจูงใจในการก่อเหตุ โดยพบเพียงคลิปการฝึกซ้อมเล่นสเก็ตตามปกติ
เบื้องต้น พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ก่อนนำตัวส่งตรวจสภาพจิตอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อประกอบการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป